"เราเร่งที่จะแก้ปัญหาในทุกด้าน เพื่อนำพาการฟื้นตัวเศรษฐกิจในประเทศให้เร็วที่สุด"

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

"เราพร้อมที่จะเป็นที่พึ่ง แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย ในทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราจะทำให้ท่านได้"

นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมต.ว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

"เราทำงานแบบไม่มีวันหยุด เพื่อมุ่งหาทุกวิถีทางเยี่ยวยา แก่ท่านผู้ประกอบการ ที่ประสบอุทกภัย"

ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

"เรามุ่งมั่นจัดตั้งโครงการต่างๆไว้ในช่วยน้ำท่วม.com ที่จะพาธุรกิจท่านผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้"

นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
องค์ความรู้สำหรับผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัย

บทเรียนวิกฤตน้ำจากต่างแดน "ญี่ปุ่น-จีน-เกาหลีใต้"สู่ไทย

10/09/2555 view 1,128

อากิฮิโกะ นูโนบุระ

อดีตผู้อำนวยการป้องกันภัย สำนักงานคณะรัฐมนตรี ประเทศญี่ปุ่น

 

ในอดีตประเทศญี่ปุ่นได้รับผลกระทบและประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นเวลานาน เกิดน้ำท่วมใหญ่แผ่ขยายเป็นวงกว้าง ทางการญี่ปุ่นใช้เวลาในการดำเนินการเป็นเวลาหลายปีจึงสามารถหาทางออก และจัดการเส้นทางน้ำได้เช่นปัจจุบัน โดยแนวทางการบริหารจัดการมี 3 แนวทางด้วยกันคือ

 

1.การปรับปรุงแม่น้ำ โดยดำเนินการบริเวณต้นน้ำด้วยการสร้างเขื่อนเพื่อรองรับน้ำ มีแก้มลิงรองรับน้ำในบริเวณของพื้นที่กลางน้ำ ดูแลแม่น้ำด้วยการขุดให้กว้างขึ้น ลึกขึ้น ปรับปรุงแม่น้ำให้ไหลสะดวกมากขึ้น ทั้งนี้ บริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำยังได้สร้างถนนให้สูงเพื่อเป็นแนวกั้นน้ำ และเนื่องจากพื้นที่ที่ใช้ในการสร้างเขื่อนหรือพื้นที่รองรับน้ำอื่นๆ ลดน้อย ใต้ดินจึงมีอุโมงค์น้ำยักษ์ เพื่อผันน้ำและเก็บกักน้ำด้วย

 

2.มาตรการแก้ไขแม่น้ำด้วยการจัดการกับผังเมือง แบ่งพื้นที่ที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมไว้เป็นสัดส่วน โดยจัดทำแผนที่แจกให้กับทุกบ้านที่อยู่ในจุดเกี่ยวข้อง โดยทำให้ง่ายต่อความเข้าใจของประชาชน ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าบ้านตัวเองอยู่ในระดับใด พื้นที่สูงหรือต่ำ หากน้ำมาระดับจะอยู่เท่าใด ประชาชนจะได้ทราบและเตรียมพร้อมได้

 

3.การจัดการข้อมูล จัดตั้งองค์กรที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับน้ำเข้าไว้ด้วยกัน ปริมาณน้ำในแม่น้ำสูงเท่าไหร่? ปริมาณฝนที่ตกเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้ต้องอยู่ในมือของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งนี้ ต้องมีการจำลองสถานการณ์ปริมาณน้ำและใช้เครื่องมือในการสื่อสาร เช่น โทรศัพท์มือถือ และให้ประชาชนสามารถดูปริมาณน้ำได้

 

ลี ฮัน กู

ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลน้ำ ประเทศเกาหลีใต้

 

แผนในการบริการจัดการน้ำของประเทศเกาหลีใต้มี 5 สาระสำคัญ

 

1.ความมั่นคงทางด้านน้ำ เน้นการขุดลอกแม่น้ำเป็นหลัก สร้างฝายหรือเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำและทำให้น้ำไหลได้โดยสะดวก เพิ่มระดับความสูงของพนังกักน้ำ เชื่อมเขื่อนเพื่อเพิ่มปริมาณในการจัดน้ำ

 

2.เพิ่มคุณภาพน้ำและปรับปรุงระบบนิเวศ โดยปรับปรุงคุณภาพน้ำให้อยู่ในระดับมาตรฐาน และสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำ

 

3.สร้างพื้นที่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกพื้นที่ทำการเพาะปลูก โดยการเปลี่ยนเป็นสร้างโรงเรือนในการเพาะปลูกแทน และจัดสรรพื้นที่โดยรอบให้เป็นศูนย์พักผ่อนสำหรับประชาชน

 

4.สร้างสรรค์สังคมที่คำนึงและเห็นความสำคัญของน้ำ สร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรม ปลูกฝังคนให้อยู่ร่วมกับน้ำอย่างเข้าใจ

 

5.การบริหารจัดการน้ำอย่างผสมผสาน ด้วยการบริหารความเสี่ยง บริหารจัดการเมื่อเกิดสถานการณ์จริง โดยใช้ดาวเทียมเก็บข้อมูลแบบนาทีต่อนาที ทำให้คาดการณ์สถานการณ์ และสามารถตัดสินใจอพยพผู้คนได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ ทั้งพยากรณ์น้ำในอนาคต ทราบแนวโน้มของน้ำ จะทำให้แก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที และทำให้ประชาชนสามารถติดตามน้ำได้ตลอดเวลาด้วย

 

มู่ จวิ๋น

ผู้แทนบริษัท ไฮโดรไชน่า (ประเทศไทย)

 

การบริหารจัดการน้ำในบริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ด้วยเหตุที่แม่น้ำนี้มีความยาวมาก การบริหารจัดการจึงค่อนข้างลำบาก และปัญหาน้ำท่วมทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ดังนั้น มาตรการการจัดการน้ำของประเทศจีน คือ มาตรการทางวิศวกรรม แบ่งการจัดการออกเป็น 3 ส่วน คือ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

 

ต้นน้ำ จะมีการสร้างเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำ ที่กลางน้ำมีการสร้างพื้นที่รับน้ำคือแก้มลิง และปลายน้ำก็ดูแลการจัดการระบายน้ำลงทะเล นอกจากนี้ พื้นที่กลางน้ำและปลายน้ำก็ได้สร้างคันกั้นน้ำยาว 34,000 กิโลเมตร เพื่อใช้กักน้ำและทำเป็นที่ใช้สอย และยังสร้างพื้นที่รับน้ำและโครงการผันน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ

 

แม้ว่าการสร้างสิ่งก่อสร้างอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ในทางกลับกัน ก็จะมีผลต่อการป้องกันน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมี 5 มาตรการสำคัญ คือ 1.วางแผนควบคุมน้ำท่วม 2.ปรับปรุงฟื้นฟูดินและน้ำ 3.คืนพื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่ลุ่มต่ำให้เป็นทะเลสาบ และเคลื่อนย้ายผู้คนในพื้นที่เสี่ยง 4.การบริหารจัดการน้ำและระบบสั่งการ เก็บข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา การพยากรณ์ให้ทำนายความเสี่ยงต่างๆ สร้างระบบสนับสนุนช่วยในการตัดสินใจ

 

และ 5.การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และภาคส่วนต่างๆ

 

......................

 

การมีส่วนร่วมของประชาชน

 

วันเดียวกันช่วงบ่ายในการจัดนิทรรศการน้ำที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว มีการจัดเสวนาในหัวข้อ "การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ" โดยสำนักงานนโยบาย และบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

 

ผู้ร่วมเสวนา คือ สมบัติ บุญงามอนงค์ ประธานมูลนิธิกระจกเงา สุรชัย ฉัตรภิญญาคุปต์ นายกสมาคมเครือข่ายอาสาพัฒนาประเทศไทย สมศักดิ์ สันธินาค ประธานเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน จ.พระนครศรีอยุธยา

 

ฉันทัส เพียรธรรม อจ.สาขาการบริหารและพัฒนาเมือง ม.ราชภัฏพระนคร และนายปรเมศวร มินสิริ เครือข่ายอาสาช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

 

สมบัติ บุญงามอนงค์

 

ประชาชน ต้องการข้อมูลจากรัฐ ทางรัฐเองก็ต้องการข้อมูลในพื้นที่จากประชาชน ทั้งสองฝ่ายต้องทำงานสอดประสานกัน ทั้งระบบการสั่งการก็ควรจะมีความยืดหยุ่น ไม่ควรยึดเป็นระบบใดระบบหนึ่ง ควรจะสามารถผสมผสานกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการคนเดียวหรือจะเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ เพราะทุกระบบก็มีจุดแข็งและจุดอ่อน หน่วยงานใดเหมาะสมกับระบบไหนก็ทำงานตามระบบนั้น

 

สุรชัย ฉัตรภิญญาคุปต์

 

ทั้งภาครัฐและภาคประชาชนต้องส่งเสริมกัน โดยภาคประชาชนหนุนเสริมภาครัฐ ทางภาครัฐก็ต้องให้ความช่วยเหลือในส่วนต่างๆ ที่ผ่านมาทางเครือข่ายของตน ได้ดำเนินงานโดยยึดหลัก 5 ประการ เพื่อช่วยเหลือตนเองในขั้นต้นคือ

 

1.การจัดการด้านอุปโภค บริโภค เครื่องมือต่างๆ 2.ระบบขนส่ง ขนย้ายไปยังพื้นที่พักพิง 3.การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร

 

4.ระบบการจัดการอาสาสมัครและพื้นที่พักพิง 5.การจัดการกองทุนเงินบริจาค จากทั้งภาครัฐและเอกชน

 

นอกจากนี้ภาคประชาชนต้องเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติอย่ารอความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยสิ่งที่ประชาชนต้องเรียนรู้ใน 7 ข้อ คือ

 

1.ภูมิศาสตร์ สาระสนเทศของพื้นที่ในหมู่บ้าน 2.ชุมชนข้างเคียงและชุมชนเรา ควรมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการช่วยเหลือ 3.ปรับความเข้าใจ และปรับสภาพเพื่อเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ 4.การสร้างหลักสูตร ฝึกฝนสู้ภัยพิบัติ

 

5.ฝึกซ้อมการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ 6.สร้างคลังเสบียง 7.ละลายพฤติกรรมของคนในชุมชน ให้เห็นอกเห็นใจกัน

 

สมศักดิ์ สันธินาค

 

ภาครัฐต้องมีข้อมูลชัดเจน มีฐานข้อมูลที่สำคัญที่สุดในการจัดการ และสร้างความเข้าใจให้ประชาชน ระบบข้อมูลควรทำให้ดี ประชาชนควรที่จะทราบข้อมูลและสามารถเตรียมตัวที่จะรับมือกับภัยพิบัติได้ ภาคประชาชนต้องให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ใช้ความร่วมมือของคนในพื้นที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

ฉันทัส เพียรธรรม

 

ภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมใน 4 ด้าน คือร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมติดตาม และร่วมประเมินผล แต่ที่ผ่านมาสังคมทำได้ร่วมติดตามเท่านั้น ยังขาดการเข้าไปคิดเข้าไปทำและเข้าไปร่วมประเมินผลได้ "การมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำต้องมีหลายฝ่ายช่วยกัน จะได้ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา ประโยชน์ของการมีส่วนร่วม จะทำให้ประชาชนเข้าใจการทำงานมากขึ้น และการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนต้องทำให้ประชาชนเข้าใจง่าย

 

"เพื่อเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง การมีส่วนร่วมมากขึ้นเมื่อนำมารวมกัน ก็จะทำให้เกิดการบูรณการเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเรายังขาดกลไกขับเคลื่อนภาคประชาชน การมีส่วนร่วมจำเป็นต้องเข้ามาเสริมในบทบาทเชิงโครงสร้างของภาครัฐ ขาดความร่วมมือของประชาชนการแก้ปัญหาก็จะทำได้ยาก"

 

ปรเมศวร มินสิริ

 

ในต่างประเทศเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ต้องมีการระดมทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เข้ามาร่วมมือช่วยกัน ทั้งนี้ การจะจัดการภัยพิบัติได้ ปัจจัยไม่ได้อยู่ที่องค์กรจัดการแต่อยู่ที่ระบบ ซึ่งเข้ามาดูแลและควบคุม "เป็นเรื่องของการจัดการไม่ใช่การตั้งองค์กรไหน แต่เป็นการจัดการกับคนที่มีอยู่กระจัดกระจาย จัดการให้เป็นหนึ่งเดียว ต่างชาติใช้ระบบผู้บัญชาการสถานการณ์เพียงคนเดียว ในการแบ่งจัดสรรหน้าที่ให้คนในภาคส่วนต่างๆ ทำคนสั่งให้น้อยเพิ่มคนทำงานให้มาก ดันคนทำงานให้ไปอยู่ปลายทาง ซึ่งผู้บัญชาการสถานการณ์ ต้องเก่งและมีความสามารถ ในการจัดการ"

 

 

ที่มา..มติชนออนไลน์


ข้อมูลองค์ความรู้โดย
อ.ภควัต รักศรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ


กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์โดย
สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ