"เราเร่งที่จะแก้ปัญหาในทุกด้าน เพื่อนำพาการฟื้นตัวเศรษฐกิจในประเทศให้เร็วที่สุด"

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

"เราพร้อมที่จะเป็นที่พึ่ง แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย ในทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราจะทำให้ท่านได้"

นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมต.ว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

"เราทำงานแบบไม่มีวันหยุด เพื่อมุ่งหาทุกวิถีทางเยี่ยวยา แก่ท่านผู้ประกอบการ ที่ประสบอุทกภัย"

ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

"เรามุ่งมั่นจัดตั้งโครงการต่างๆไว้ในช่วยน้ำท่วม.com ที่จะพาธุรกิจท่านผ่านพ้นวิกฤตการณ์นี้"

นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
องค์ความรู้สำหรับผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัย

ข้อแนะนำผู้ประกอบการด้านความปลอดภัยหลังน้ำลด

21/11/2554 view 1,611

ข้อแนะนำผู้ประกอบการด้านความปลอดภัยหลังน้ำลด 

 

                   สืบเนื่องจากการเกิดอุทกภัยอย่างกว้างขวาง จนปรากฏว่าไม่เพียงบ้านพักอาศัย และย่านพาณิชยกรรมเท่านั้นที่ถูกน้ำท่วมขัง  แต่โรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมากที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน  ภายหลังกระแสน้ำผ่านไปผู้ประกอบการจำเป็นต้องซ่อมแซมจัดการอาคารสถานที่ เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหายให้กลับมาอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตามปกติ  ในการนี้ สำนักเทคโนโลยีความปลอดภัย กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ตระหนักถึงสภาพความปลอดภัยของโรงงานและเครื่องจักรที่จะได้รับการซ่อมแซมหรือจัดการให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน โดยไม่เกิดอุบัติเหตุ อุบัติภัย จึงได้จัดทำเอกสารคำแนะนำความปลอดภัยในการดำเนินการเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า  หม้อน้ำ  และการจัดเก็บสารเคมีของโรงงานภายหลังน้ำท่วม  เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบกิจการโรงงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง 

                   ทั้งนี้  หากโรงงานใดประสงค์จะสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือต้องการให้เจ้าหน้าที่จากสำนักเทคโนโลยีความปลอดภัย  กรมโรงงานอุตสาหกรรมมาให้คำแนะนำในเบื้องต้นก็สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ ๐-๒๒๐๒-๔๒๑๕-๗, ๐-๒๒๐๒-๔๒๒๐, ๔๒๒๒ หรือติดต่อได้ที่ ศูนย์ประสานความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม หมายเลขโทรศัพท์ ๐-๒๒๐๒-๓๘๓๘-๙

 

 

 

สำนักเทคโนโลยีความปลอดภัย

กรมโรงงานอุตสาหกรรม

พฤศจิกายน  ๒๕๕๔


๑. การตรวจสอบและฟื้นฟูระบบไฟฟ้าภายหลังน้ำลด

 

อุปกรณ์ไฟฟ้าหลัก

  • ตรวจสอบหม้อแปลงไฟฟ้า (ถ้ามี) ซึ่งหากถูกน้ำท่วม ต้องมีการตรวจสอบสภาพ และทดสอบค่าความเป็นฉนวนให้ได้ตามค่ามาตรฐานทั้งในส่วนตัวถัง บูชชิ่งแรงสูง แรงต่ำ เพราะน้ำอาจมีการรั่วซึมได้  ซึ่งจะดำเนินการโดยการไฟฟ้า หรือบริษัท
  • สายไฟฟ้าทุกชนิดที่ถูกน้ำท่วมขัง ต้องได้รับการตรวจทดสอบการรั่ว (Leak) และทดสอบค่าความเป็นฉนวน (Insulation Test) โดยเฉพาะสายเมน (Main Feeder) และจุดต่อสายไฟ
  • ตู้เมนสวิตช์ที่ถูกน้ำท่วมขัง จะต้องมีการปรับปรุง โดยอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหายต้องเปลี่ยน กล่าวคือ หากเป็น Air Circuit Breaker (ACB) ซึ่งมีส่วนที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งอาจชำรุดเสียหาย ต้องถอดให้บริษัท (Supplier) ทำการตรวจทดสอบ หากเป็น Molded Case หรือ Miniature อาจถอดและเป่าให้แห้ง แต่ทั้งนี้ควรต้องมีการทดสอบการรั่ว (Leak)

ค่าความเป็นฉนวน ซึ่งรวมถึงบัสบาร์และจุดต่อต่าง ๆ ที่อาจมีการรั่วลงดิน

  • ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ได้แก่  มอเตอร์  เครื่องปรับอากาศ  ตู้เย็นหรือเครื่องทำน้ำเย็น หรือเครื่องจักรต่าง ๆ หากมีน้ำท่วมถึงแล้ว อาจเป็นการยากที่รู้ปัญหา หรือความเสียหาย ถึงแม้เบื้องต้นได้มีการทำให้แห้งสนิท หรือตากแดดแล้วก็ตาม แต่ควรรีบแจ้งผู้รู้หรือช่างชำนาญหาทางแก้ไขซ่อมแซม ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ อย่าเพิ่งใช้เด็ดขาด เพราะอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้อาจมีการชำรุดด้านในที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ หรืออาจใช้ได้ในระยะสั้น ๆ แต่ระยะยาวอาจเป็นปัญหาการลัดวงจรที่อาจทำให้เกิดอัคคีภัยขึ้นในโรงงานได้   โดยเฉพาะมอเตอร์ควรมีการทดสอบค่าความเป็นฉนวนด้วย

 

อุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป 

  • ทำความสะอาด เช็ด เป่าหรือทำให้แห้งกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วมถึงให้แห้งก่อน     การยกสวิตซ์จ่ายไฟเข้าโรงงาน
  • ตรวจสอบสายไฟต้องไม่ชำรุดหรือมีรอยถลอก หรือมีการทับถมของเศษหิน ดินโคลนบนสายไฟ
  • ตรวจสอบอุปกรณ์ป้องกัน (เบรกเกอร์ ฟิวส์) ซึ่งต้องอยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ไม่ชำรุดเสียหาย หรือเปียกชื้น
  • การยกคัทเอ้าท์หรือเมนเบรกเกอร์เพื่อเปิดให้มีจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าโรงงานนั้น ควรทดลองเปิดใช้งานทีละวงจร   เพื่อความสะดวกสำหรับการตรวจสอบ หากยังมีปลั๊กหรือจุดใดจุดหนึ่งอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมใช้งาน  เช่น ชำรุด เปียกชื้น หรือรั่วลงดิน
  • การทดลองว่ามีกระแสไฟรั่วไหลหรือไม่นั้น ควรมีการทดลองดับไฟทุกจุดในโรงงาน โดยการปลดปลั๊ก โหลดเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ออกทั้งหมด แล้วค่อยเปิดวงจรทีละวงจร พร้อมตรวจสอบดูมิเตอร์ไฟฟ้าว่าหมุนหรือไม่ หากไม่เคลื่อนไหวแสดงว่าไฟฟ้าในโรงงานท่าน

ไม่น่าจะรั่ว แต่ถ้ามิเตอร์หมุนแสดงว่าไฟฟ้าในโรงงานท่านอาจจะรั่วได้ ทั้งนี้ให้รีบตาม

ช่างไฟมาดูแล ปรับปรุงซ่อมแซม หรือปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหาย

 

  • ควรยกระดับของปลั๊กไฟ เต้ารับต่าง ๆ ที่อยู่ในระดับในอาคารโรงงานออกให้หมด  แล้วปรับตำแหน่งปลั๊กไฟไปอยู่ที่ระดับประมาณ ๑.๒๐ เมตร เท่ากับระดับสวิตช์ พร้อมกันนี้ควรแยกวงจรไฟฟ้าออกให้ชัดเจนระหว่างบริเวณที่น้ำอาจท่วมถึง กับบริเวณที่น้ำไม่สามารถท่วมถึง เพื่อควบคุมการเปิด-ปิดวงจรไฟฟ้าในอาคารโรงงานได้อย่างอิสระและง่ายต่อการซ่อมแซมบำรุงรักษา
  • ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็นโครงสร้างโลหะ  เช่น  หม้อแปลง  ตู้เมนสวิตช์  ตู้ไฟฟ้าย่อย ท่อร้อยสายไฟ  ขั้วต่อลงดิน และจุดต่อต่าง ๆ ที่อาจเป็นสนิม  หรือชำรุดหลุดหลวมขณะ 

ที่มีน้ำท่วมขัง เช่นบริเวณจุดต่อเชื่อมสายดินของระบบไฟฟ้า ป้องกันฟ้าผ่า เพื่อจะได้ปรับปรุง ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนใหม่ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัย  

  • การตรวจสอบความเสียหายของอุปกรณ์ไฟฟ้า ตลอดจนการซ่อมบำรุง ปรับปรุงแก้ไข

ควรดำเนินการโดยช่างที่มีความชำนาญ

  • สายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วมและได้รับความเสียหายควรเปลี่ยนหรือถูกตรวจสอบโดยช่างไฟฟ้าที่มีความชำนาญ

 

 

แบบฟอร์มการตรวจสอบความปลอดภัยระบบไฟฟ้าภายหลังน้ำท่วม 

 

ผู้ตรวจสอบ : ………………………………..…………………………………  วันที่ตรวจสอบ :…………………………………......

 

ลำดับที่

จุดตรวจสอบ 

ใช่ 

ไม่ใช่ 

สิ่งที่ตรวจพบ 

.

สภาพตัวถังหม้อแปลง

 

 

 

๑.๑ มีรอยรั่วซึมของน้ำมัน, คราบน้ำมันหรือไม่

 

 

 

๑.๒ มีคราบสกปรก ฝุ่น และขยะเกาะติดหรือไม่

 

 

 

๑.๓ มีสนิมหรือการกัดกร่อนของตัวถังหรือไม่

 

 

 

๑.๔ มีการชำรุดที่ปะเก็น ซีลยางต่าง ๆ หรือไม่

 

 

 

.

การต่อลงดินของส่วนที่เป็นโลหะของหม้อแปลง  

 

 

 

๒.๑ ที่จุดต่อลงดินเข้ากับหลักดินมีสนิม และการกัดกร่อนหรือไม่

 

 

 

๒.๒ สายต่อลงดินขาดหรือหลุดจากจุดสายดินกับหลักดินหรือไม่

 

 

 

.

สารดูดความชื้นของหม้อแปลง

 

 

 

๓.๑ ซิลิก้าเจล  (สารดูดความชื้น) เปลี่ยนสี หรือเสื่อมสภาพหรือไม่ (หากเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีชมพูอ่อนหรือสีดำแสดงว่าเสื่อมสภาพ)

 

 

 

 

.

รั้วหม้อแปลง  

 

 

 

๔.๑ รั้วหม้อแปลงมีการสึกกร่อน เป็นสนิม ชำรุดหรือไม่

 

 

 

๔.๒ จุดต่อลงดินของรั้วหม้อแปลงชำรุด หลุดหลวม เป็นสนิมหรือไม่

 

 

 

๕.

เครื่องห่อหุ้มเมนสวิตซ์  

 

 

 

๕.1 โครงสร้างตู้ที่เป็นโลหะมีการกัดกร่อน เป็นสนิมหรือไม่

 

 

 

๕.๒ การติดตั้งตู้มั่นคง แข็งแรงหรือไม่

 

 

 

.

การต่อลงดินที่เมนสวิตซ์  

 

 

 

6.1 จุดต่อระหว่างสายดินกับหลักดินมีการหลุดหลวม ชำรุด และเป็นสนิมหรือไม่

 

 

 

6.2   ฝาตู้ของแผงเมนสวิตซ์มีการต่อฝากเข้ากับตัวตู้หรือไม่

 

 

 

.

พื้นที่ว่างหน้าตู้เมนสวิตช์  

 

 

 

๗.๑  มีสิ่งของวัสดุต่าง ๆ กีดขวางทางเข้าออกหน้าตู้หรือไม่

 

 

 

7.2   มีน้ำท่วมขังอยู่หรือไม่

 

 

 

.

สายไฟ 

 

 

 

8.1    มีการชำรุด รอยถลอกหรือไม่

 

 

 

8.2   มีการทับถมของเศษขยะ หิน ดิน โคลนหรือไม่

 

 

 

 

 

 

ลำดับที่

จุดตรวจสอบ 

ใช่ 

ไม่ใช่ 

สิ่งที่ตรวจพบ 

.

อุปกรณ์ไฟฟ้า

 

 

 

๙.๑ ปลั๊ก สวิตช์ เต้ารับต่าง ๆ  อยู่ในสภาพที่ชำรุด หรือเปียกน้ำอยู่หรือไม่

 

 

 

๙.๒ มอเตอร์ ตู้น้ำเย็น และเครื่องจักรต่างๆ อยู่ในสภาพที่ชำรุด หรือเปียกน้ำอยู่หรือไม่

 

 

 

๙.๓ ทางเดินสายไฟรวมทั้งข้อต่อที่เป็นโลหะ เช่น ท่อกล่องต่อสายไฟ  Wire-Way  และ Cable Ladder มีสภาพชำรุด กัดกร่อน และเป็นสนิมหรือไม่ 

 

 

 

๙.๔ จุดเชื่อมต่อสายดินของระบบป้องกันฟ้าผ่าหลุดหลวมหรือชำรุดหรือไม่

 

 

 

๑๐.

ระบบป้องกันฟ้าผ่า

 

 

 

๑๐.๑ จุดต่อระหว่างสายนำลงดิน และแท่งหลักดินมีการชำรุด สึกกร่อน และเป็นสนิมหรือไม่

 

 

 

 

หมายเหตุ :    หลังจากการทดลองจ่ายไฟฟ้า ให้ดำเนินการตรวจสอบด้วยประสาทสัมผัส  คือ ใช้ตาดู  หูฟัง

        จมูกดมกลิ่น  เพื่อสังเกตสิ่งผิดปกติจากสีที่เปลี่ยนไป  กลิ่นไหม้  หรือเสียงดังจากการทำงาน

        ผิดปกติของอุปกรณ์ไฟฟ้า

 

 

๑. การตรวจสอบและฟื้นฟูระบบไฟฟ้าภายหลังน้ำลด

 

อุปกรณ์ไฟฟ้าหลัก

·     ตรวจสอบหม้อแปลงไฟฟ้า (ถ้ามี) ซึ่งหากถูกน้ำท่วม ต้องมีการตรวจสอบสภาพ และทดสอบค่าความเป็นฉนวนให้ได้ตามค่ามาตรฐานทั้งในส่วนตัวถัง บูชชิ่งแรงสูง แรงต่ำ เพราะน้ำอาจมีการรั่วซึมได้  ซึ่งจะดำเนินการโดยการไฟฟ้า หรือบริษัท

·     สายไฟฟ้าทุกชนิดที่ถูกน้ำท่วมขัง ต้องได้รับการตรวจทดสอบการรั่ว (Leak) และทดสอบค่าความเป็นฉนวน (Insulation Test) โดยเฉพาะสายเมน (Main Feeder) และจุดต่อสายไฟ

·     ตู้เมนสวิตช์ที่ถูกน้ำท่วมขัง จะต้องมีการปรับปรุง โดยอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหายต้องเปลี่ยน กล่าวคือ หากเป็น Air Circuit Breaker (ACB) ซึ่งมีส่วนที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งอาจชำรุดเสียหาย ต้องถอดให้บริษัท (Supplier) ทำการตรวจทดสอบ หากเป็น Molded Case หรือ Miniature อาจถอดและเป่าให้แห้ง แต่ทั้งนี้ควรต้องมีการทดสอบการรั่ว (Leak)

ค่าความเป็นฉนวน ซึ่งรวมถึงบัสบาร์และจุดต่อต่าง ๆ ที่อาจมีการรั่วลงดิน

·     ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ได้แก่  มอเตอร์  เครื่องปรับอากาศ  ตู้เย็นหรือเครื่องทำน้ำเย็น หรือเครื่องจักรต่าง ๆ หากมีน้ำท่วมถึงแล้ว อาจเป็นการยากที่รู้ปัญหา หรือความเสียหาย ถึงแม้เบื้องต้นได้มีการทำให้แห้งสนิท หรือตากแดดแล้วก็ตาม แต่ควรรีบแจ้งผู้รู้หรือช่างชำนาญหาทางแก้ไขซ่อมแซม ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ อย่าเพิ่งใช้เด็ดขาด เพราะอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้อาจมีการชำรุดด้านในที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ หรืออาจใช้ได้ในระยะสั้น ๆ แต่ระยะยาวอาจเป็นปัญหาการลัดวงจรที่อาจทำให้เกิดอัคคีภัยขึ้นในโรงงานได้   โดยเฉพาะมอเตอร์ควรมีการทดสอบค่าความเป็นฉนวนด้วย

 

อุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป

·     ทำความสะอาด เช็ด เป่าหรือทำให้แห้งกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วมถึงให้แห้งก่อน     การยกสวิตซ์จ่ายไฟเข้าโรงงาน

·     ตรวจสอบสายไฟต้องไม่ชำรุดหรือมีรอยถลอก หรือมีการทับถมของเศษหิน ดินโคลนบนสายไฟ

·     ตรวจสอบอุปกรณ์ป้องกัน (เบรกเกอร์ ฟิวส์) ซึ่งต้องอยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย ไม่ชำรุดเสียหาย หรือเปียกชื้น

·     การยกคัทเอ้าท์หรือเมนเบรกเกอร์เพื่อเปิดให้มีจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าโรงงานนั้น ควรทดลองเปิดใช้งานทีละวงจร   เพื่อความสะดวกสำหรับการตรวจสอบ หากยังมีปลั๊กหรือจุดใดจุดหนึ่งอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมใช้งาน  เช่น ชำรุด เปียกชื้น หรือรั่วลงดิน

·     การทดลองว่ามีกระแสไฟรั่วไหลหรือไม่นั้น ควรมีการทดลองดับไฟทุกจุดในโรงงาน โดยการปลดปลั๊ก โหลดเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ออกทั้งหมด แล้วค่อยเปิดวงจรทีละวงจร พร้อมตรวจสอบดูมิเตอร์ไฟฟ้าว่าหมุนหรือไม่ หากไม่เคลื่อนไหวแสดงว่าไฟฟ้าในโรงงานท่าน

ไม่น่าจะรั่ว แต่ถ้ามิเตอร์หมุนแสดงว่าไฟฟ้าในโรงงานท่านอาจจะรั่วได้ ทั้งนี้ให้รีบตาม

ช่างไฟมาดูแล ปรับปรุงซ่อมแซม หรือปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหาย

 

·     ควรยกระดับของปลั๊กไฟ เต้ารับต่าง ๆ ที่อยู่ในระดับในอาคารโรงงานออกให้หมด  แล้วปรับตำแหน่งปลั๊กไฟไปอยู่ที่ระดับประมาณ ๑.๒๐ เมตร เท่ากับระดับสวิตช์ พร้อมกันนี้ควรแยกวงจรไฟฟ้าออกให้ชัดเจนระหว่างบริเวณที่น้ำอาจท่วมถึง กับบริเวณที่น้ำไม่สามารถท่วมถึง เพื่อควบคุมการเปิด-ปิดวงจรไฟฟ้าในอาคารโรงงานได้อย่างอิสระและง่ายต่อการซ่อมแซมบำรุงรักษา

·     ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็นโครงสร้างโลหะ  เช่น  หม้อแปลง  ตู้เมนสวิตช์  ตู้ไฟฟ้าย่อย ท่อร้อยสายไฟ  ขั้วต่อลงดิน และจุดต่อต่าง ๆ ที่อาจเป็นสนิม  หรือชำรุดหลุดหลวมขณะ 

ที่มีน้ำท่วมขัง เช่นบริเวณจุดต่อเชื่อมสายดินของระบบไฟฟ้า ป้องกันฟ้าผ่า เพื่อจะได้ปรับปรุง ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนใหม่ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัย  

·     การตรวจสอบความเสียหายของอุปกรณ์ไฟฟ้า ตลอดจนการซ่อมบำรุง ปรับปรุงแก้ไข

ควรดำเนินการโดยช่างที่มีความชำนาญ

·     สายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วมและได้รับความเสียหายควรเปลี่ยนหรือถูกตรวจสอบโดยช่างไฟฟ้าที่มีความชำนาญ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบฟอร์มการตรวจสอบความปลอดภัยระบบไฟฟ้าภายหลังน้ำท่วม 

 

ผู้ตรวจสอบ : ………………………………..…………………………………  วันที่ตรวจสอบ :…………………………………......

 

ลำดับที่

จุดตรวจสอบ 

ใช่ 

ไม่ใช่ 

สิ่งที่ตรวจพบ 

.

สภาพตัวถังหม้อแปลง

 

 

 

. มีรอยรั่วซึมของน้ำมัน, คราบน้ำมันหรือไม่

 

 

 

. มีคราบสกปรก ฝุ่น และขยะเกาะติดหรือไม่

 

 

 

. มีสนิมหรือการกัดกร่อนของตัวถังหรือไม่

 

 



๒. การฟื้นฟูหม้อน้ำหลังถูกน้ำท่วม 

 

ตามที่สำนักเทคโนโลยีความปลอดภัย กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้จัดทำ “คู่มือรับมือภาวะน้ำท่วมสำหรับผู้ประกอบกิจการโรงงาน” โดยได้รวบรวมผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น  ข้อแนะนำการเตรียมการก่อนน้ำท่วม  ระหว่างน้ำท่วม  และหลังน้ำลด ให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมได้มีแนวทางในการเตรียมความพร้อมรองรับภาวะน้ำท่วม เพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สิน อาคารโรงงาน เครื่องจักรอุปกรณ์ และระบบไฟฟ้า โดยได้จัดทำเป็นเอกสารเผยแพร่ และเผยแพร่ไว้ใน website กรมโรงงานอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ แล้วนั้น

                   สำหรับหม้อน้ำที่ถูกน้ำท่วม อาจเกิดความเสียหายทั้งในระบบควบคุมการทำงานและระบบควบคุมความปลอดภัย ดังนั้น ผู้ประกอบการโรงงานจึงควรจัดให้ช่างผู้ชำนาญงานดำเนินการตรวจสอบ ซ่อมแซมหรือปรับปรุงแก้ไข เพื่อความปลอดภัยในการนำกลับมาใช้งาน

“คู่มือการฟื้นฟูหม้อน้ำหลังถูกน้ำท่วม” เล่มนี้  สำนักเทคโนโลยีความปลอดภัย กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนงานด้านความปลอดภัยแก่ผู้ประกอบการโรงงานและบุคคลากรที่เกี่ยวข้อง โดยใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นในการตรวจสอบ ซ่อมแซม ปรับปรุงแก้ไขหม้อน้ำ ให้สามารถนำกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยต่อไป

 

 

 

     

ความปลอดภัยของบุคลากรในการฟื้นฟูหม้อน้ำ

  • ควรสวมใส่อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคลที่จำเป็นก่อนการปฏิบัติงาน เช่น แว่นตา (Goggles)  ผ้าปิดจมูก (Mask/respirator) ถุงมือ (Gloves) หมวกนิรภัย (Hard hat) รองเท้าเซฟตี้ (Safety boots) ที่ครอบหู (Earmuffs/hearing protection) ผ้ากันเปื้อน (Apron) เป็นต้น

 

 

 

ข้อแนะนำทั่วไป

  • โครงสร้าง ผนังและพื้นอาคารที่ถูกน้ำท่วม อาจมีตะไคร่น้ำหรือเปียกลื่น และถ้ามีไฟรั่วอาจเกิดอันตรายจากการเป็นสื่อนำไฟฟ้า ควรระบายน้ำออก ขัดล้างทำความสะอาดพื้น ผนังอาคาร และปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งสนิท ก่อนจ่ายไฟเข้าพื้นที่ที่ปฏิบัติงาน
  • ก่อนการยกสวิตซ์จ่ายไฟเข้าโรงงาน ควรจัดให้ช่างไฟฟ้าผู้ชำนาญงานดำเนินการตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินจาก ไฟรั่ว ไฟดูด ไฟลัดวงจร ดังนี้
    • ตรวจสอบสายไฟ ต้องไม่ชำรุดหรือมีรอยถลอก หรือต้องไม่มีการทับถมของเศษหิน ดินโคลนบนสายไฟ
    • ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดที่ถูกน้ำท่วมหรือเปียกชื้น เช่น เซอร์กิตเบรกเกอร์ ฟิวส์ ปลั๊ก สวิตช์ ตู้เมนสวิตช์ สายไฟ มอเตอร์ ระบบไฟแสงสว่าง ซึ่งอาจยังเปียกชุ่มน้ำ หรือสกปรกจากโคลนตะกอน ก่อนนำอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดกลับมาใช้งาน ต้องผ่านการทำความสะอาด ทำให้แห้งสนิท ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ชำรุด และจัดให้มีการทดสอบการเปียกน้ำของอุปกรณ์ไฟฟ้า สายไฟฟ้า ฯลฯ ต้องอยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย
    • การยกคัทเอาท์หรือเมนเบรกเกอร์เพื่อเปิดให้มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าโรงงาน ควรทดลองเปิดใช้งานทีละวงจร เพื่อความสะดวกสำหรับการตรวจสอบในกรณีที่ยังมีปลั๊กหรือจุดใดจุดหนึ่งอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมใช้งาน เช่น ชำรุด เปียกชื้น หรือรั่วลงดิน
    • การทดลองว่ามีกระแสไฟรั่วไหลหรือไม่นั้น ควรมีการทดลองดับไฟทุกจุดในโรงงาน โดยการปลดปลั๊ก โหลดเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆออกทั้งหมด แล้วค่อยๆเปิดวงจรทีละวงจร พร้อมตรวจสอบดูมิเตอร์ไฟฟ้าว่าหมุนหรือไม่ หากไม่เคลื่อนไหวแสดงว่าไฟฟ้าในโรงงานไม่น่าจะรั่ว แต่ถ้ามิเตอร์หมุนแสดงว่าไฟฟ้าในโรงงานอาจจะรั่วได้ ควรปรับปรุงซ่อมแซม หรือปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหาย
  • อุปกรณ์ไฟฟ้า
    • มอเตอร์ที่แช่น้ำ อาจทำให้สารวานิชที่เคลือบคอยล์ทองแดงชำรุด ถลอก ซึ่งอาจทำให้มอเตอร์เสียหาย ลัดวงจร หรือเสื่อมสภาพ
    • จุดต่อต่าง ๆ ของอุปกรณ์ไฟฟ้า ขั้วต่อลงดิน ที่ถูกน้ำท่วม อาจเป็นสนิมหรือชำรุดหลุดหลวม ควรตรวจสอบ ปรับปรุงแก้ไขหรือเปลี่ยนใหม่ให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัย
    • สายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วม ควรเปลี่ยนหรือได้รับการตรวจสอบโดยช่างไฟฟ้าที่มีความชำนาญ
  • เครื่องจักร เช่น มอเตอร์ ปั๊มพ์น้ำ ปั๊มพ์น้ำมัน พัดลม เครื่องยนต์ ฯลฯ
    • เมื่อถูกน้ำท่วม อาจมีน้ำ เศษหิน ดินทราย เข้าไปสะสมอยู่ภายใน  จารบีหรือน้ำมันหล่อลื่นอาจมีน้ำปน ซึ่งทำให้คุณสมบัติในการหล่อลื่นเสียไป  หากนำมาใช้งานโดยไม่ทำความสะอาดอย่างทั่วถึงหรือไม่ทำให้แห้ง และไม่เปลี่ยนสารหล่อลื่น อาจทำให้เกิดความชำรุดเสียหายร้ายแรงได้

 

ข้อแนะนำสำหรับหม้อน้ำ

  • ระบบน้ำ
    • ทำความสะอาดขจัดโคลนตะกอน ไส้กรองน้ำ ถังพักน้ำ  ท่อน้ำ วาล์ว เครื่องกรองน้ำ  ทำการล้างกลับ(Back Wash)เครื่องปรับสภาพน้ำ ตรวจสอบการชำรุดของเครื่องสูบน้ำและมอเตอร์
    • ทำความสะอาดถังเคมีสำหรับปรับสภาพน้ำและตรวจสอบการทำงานของปั๊มพ์เคมี
    • ทำความสะอาดและตรวจสอบระบบการทำงานของเครื่องควบคุมระดับน้ำอัตโนมัติ  (Water  Level  Control)  ตรวจสอบการป้อนน้ำและการควบคุมระดับน้ำ สัญญาณเตือนน้ำแห้ง และระบบตัดการทำงานของหัวเผาเมื่อน้ำต่ำ
  • ระบบเชื้อเพลิงและการเผาไหม้

       

 

  • ระบบลมช่วยเผาไหม้
    • ระบบ Force Draft Fan และ Induce Draft Fan ควรระบายน้ำออกทำความสะอาดท่อลม พัดลม ตรวจสอบสภาพมอเตอร์ ตรวจสอบการเคลื่อนตัวของกระบังลม (Damper) ขัดล้างสนิมและหล่อลื่นกลไกการทำงาน เปลี่ยนจารบีหรือสารหล่อลื่น
    • ทำความสะอาด ตรวจสภาพการทำงานของ Servo motor และหล่อลื่นกลไกการทำงาน
    • ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง 
      • หากพบการรั่วไหลของน้ำมัน ควรตรวจสอบหาสาเหตุการรั่วหรือการล้นจากน้ำท่วมถังเก็บน้ำมัน และทำความสะอาดบริเวณที่เปื้อนน้ำมันก่อน 
      • หากน้ำท่วมถังเก็บน้ำมัน ควรตรวจสอบน้ำมันในถังเก็บต่างๆว่ามีน้ำปนหรือไม่  โดยการระบายน้ำมันออกจากด้านล่างของถังเก็บน้ำมัน  ถังใช้งานประจำวัน หรือถังอุ่นน้ำมัน  เพื่อขจัดการปนเปื้อนของน้ำออกจากน้ำมันให้หมด ถ้าไม่ระบายน้ำออกจากน้ำมันให้หมด นอกจากจะเป็นสาเหตุที่ทำให้การติดเตายากแล้ว ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เปลวไฟดับและเกิดการระเบิดในห้องเผาไหม้ได้
      • ตรวจสอบทำความสะอาดระบบส่งน้ำมันระหว่างถังเก็บน้ำมันกับหัวเผา เช่นท่อน้ำมัน ไส้กรองน้ำมัน 
      • ตรวจสอบการชำรุดของมอเตอร์ ปั๊มพ์น้ำมัน โซลินอยด์วาล์ว เครื่องอุ่นน้ำมันไฟฟ้า (Electric Heater) ตาไฟ (Flame Detector) หม้อแปลงไฟและอีเลคโตรด

 

  • ระบบก๊าซเชื้อเพลิง
    • ควรตรวจสอบการชำรุดหรือการรั่วไหลของวาล์วและท่อจ่ายก๊าซเชื้อเพลิงหรือก๊าซ LPG ก่อนการทำงานที่อาจทำให้เกิดแหล่งจุดไฟ
    • ควรระบายน้ำออก ทำความสะอาด ตรวจสอบการทำงานของชุดอุปกรณ์ก๊าซ (Gas Train), Double Solenoid Valve, Valve Proving System, Pressure  Switch  สำหรับควบคุมการเปิด – ปิด ก๊าซเข้าหัวเผา
    • ระบบเชื้อเพลิงแข็ง
      • ทำความสะอาด ตรวจสอบกลไกการทำงานของชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหว เช่น เดือยหมู (Screw Conveyer) สายพานหรือโซ่ลำเลียง สำหรับการป้อนเชื้อเพลิงหรือระบายขี้เถ้า หล่อลื่นจุดหมุนต่าง ๆ
  • ฉนวนกันไฟ/ฉนวนกันความร้อน
    • ฉนวนกันไฟบริเวณผนังเตา คอเตา ฝาหน้าหรือฝาหลัง ภายในห้องเผาไหม้ หรือรอบหม้อน้ำ เช่น  ปูนทนไฟ อิฐทนไฟ เมื่อถูกน้ำท่วมจะดูดซับน้ำไว้จนอิ่มตัว บางส่วนอาจบวมและแตกชำรุด ควรตรวจสอบและซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ก่อน
    • ฉนวนกันความร้อนที่ห่อหุ้มหม้อน้ำ ในกรณีที่เป็นใยหิน (Rock Wool) ซึ่งปกติจะทนความร้อนสูงแต่ถ้าถูกน้ำท่วมใยหินอาจเปื่อยยุ่ยชำรุด ทำให้สูญเสียความเป็นฉนวนได้ ในการใช้งานควรตรวจวัดอุณหภูมิผิวฉนวน ซึ่งโดยปกติอุณหภูมิผิวไม่ควรเกิน ๕๐ C
  • การอุ่นเตาก่อนเดินเครื่อง
    • หม้อน้ำที่ถูกน้ำท่วม ฉนวนกันไฟบริเวณผนังเตา คอเตา ฝาหน้าหรือฝาหลังภายในห้องเผาไหม้ หรือรอบหม้อน้ำ เช่นปูนทนไฟ อิฐทนไฟ จะมีความชื้นสูง การติดเตาต้องเดินไฟอ่อนที่สุดและดับเตาบ่อย ๆ ถ้าอิฐทนไฟหรือปูนทนไฟหนามากอาจต้องอุ่นเตานานหลายวัน เพื่อค่อย ๆ ไล่ความชื้นอย่างช้า ๆ หากรีบเร่งไฟเร็วเกินไป ความชื้นอาจเปลี่ยนเป็นไอน้ำที่มีความดันสูงซึ่งจะทำให้อิฐทนไฟหรือปูนทนไฟแตกร้าวชำรุดได้
  • อุปกรณ์ควบคุมการทำงาน อุปกรณ์ความปลอดภัย/ระบบ Interlock
    • ระบบไฟแสดงการทำงานของหม้อน้ำ เช่น ระบบแสงหรือเสียงสัญญาณแสดงการทำงานปกติ/ผิดปกติ ควรได้รับการตรวจสอบและซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
    • ตรวจสอบการป้อนน้ำและการควบคุมระดับน้ำ (FEEDWATER AND DRUM LEVEL CONTROL) ทำงานอยู่ในสภาพปกติหรือไม่
    • ตรวจสอบระบบความปลอดภัยเมื่อน้ำต่ำ (Drum level safety systems) สัญญาณเตือนน้ำแห้ง และระบบตัดการทำงานของหัวเผาเมื่อน้ำต่ำ (Low-water cutoff) ทำงานปกติหรือไม่

 

 

  • ระบบการจัดการการเผาไหม้ (BURNER MANAGEMENT SYSTEMS)
    • เพื่อป้องกันการระเบิดในห้องเผาไหม้ในขณะเริ่มสตาร์ทเตา ควรตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ป้องกันอันตรายต่าง ๆ  เช่น ตรวจสอบระบบเฝ้าระวังการมีหรือการหายไปของเปลวไฟ (Flame monitors and flame failure detection) ตรวจสอบลำดับการทำงานของหัวเผา (Start up protection and sequencing) ถูกต้องหรือไม่
    • เพื่อให้มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย ควรมีการควบคุมปริมาณและความดันลมในห้องเผาไหม้ (FURNACE AIR AND DRAFT CONTROLS) โดยมีการตรวจวิเคราะห์การเผาไหม้ และปรับค่าความดัน อุณหภูมิ และปริมาณลมที่ป้อนเข้าห้องเผาไหม้ให้เป็นไปตามค่าที่กำหนด
    • การควบคุมความดันไอน้ำและภาระการใช้งาน (STEAM PRESSURE AND BOILER LOAD CONTROLS) ตรวจสอบสวิตช์ควบคุมความดัน และการตัดต่อระบบการทำงานของหัวเผาเป็นไปตามความดันที่ปรับตั้งหรือไม่
  • การบันทึกการทำงานของหม้อน้ำ
    • ควรมีการบันทึกรายการตรวจสอบ ข้อบกพร่องที่ตรวจพบและการปรับปรุงแก้ไขหม้อน้ำให้ครบถ้วน
    • จัดทำบันทึกรายงานประจำวันในการใช้หม้อน้ำ ตรวจสอบและบันทึกค่าต่างๆ หากพบความผิดปกติที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุอันตราย ให้หยุดใช้หม้อน้ำทันที ตรวจสอบหาสาเหตุและแก้ไขให้สมบูรณ์ก่อนการใช้งานต่อไป

3. ข้อแนะนำการจัดการสารเคมีหลังน้ำท่วม 

 

                    โรงงานอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาน้ำท่วม สามารถจัดแบ่งสารเคมีได้เป็น 2  ส่วน คือ สารเคมีที่ขนย้ายพ้นน้ำ  และสารเคมีที่ถูกน้ำท่วม  ซึ่งจะต้องมีการจัดการสารเคมีอย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยในการประกอบกิจการโรงงาน และพนักงาน โดยมีข้อแนะนำในการจัดการสารเคมีดังนี้

 

การจัดการสารเคมีที่ถูกน้ำท่วม

                   1.  จำแนกชนิด และความเป็นอันตรายของสารเคมีที่ถูกน้ำท่วม โดยพิจารณาจากฉลาก และเครื่องหมายที่ติดข้างภาชนะบรรจุ  หากฉลากหลุดลอกจากน้ำท่วมให้แยกไว้ และขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญสารเคมี

                   2.  สำรวจสภาพถัง หรือภาชนะบรรจุสารเคมีต่าง ๆ หากพบภาชนะบรรจุที่มีการชำรุดเสียหาย หรือ ผุกร่อนจากการถูกน้ำท่วมให้แยกไว้ 

                   3.  หากภาชนะบรรจุที่ชำรุดมีการหกรั่วไหลของสารเคมี  ให้ดำเนินการระงับเหตุตามข้อแนะนำในเอกสารข้อมูลความปลอดภัย (Safety Data Sheet)  ที่ติดอยู่ข้างภาชนะบรรจุสารเคมี   ทั้งนี้ผู้เข้าไปปฏิบัติการระงับเหตุจะต้องสวมชุดป้องกันอันตรายจากสารเคมี และอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล เช่น  หน้ากาก ถุงมือ  รองเท้า ที่สามารถป้องกันอันตรายจากสารเคมีชนิดนั้น ๆ ตามความเหมาะสม 

                   4.  จัดการกับสารเคมีที่หกรั่วไหล โดย

  • หากสารเคมีหกรั่วไหลในปริมาณน้อย   ให้ใช้ตัวดูดซับสารเคมีที่เหมาะสมเช่น ทราย ขี้เลื่อย หรือ ผ้าที่สามารถดูดซับได้ดี เป็นต้น (การเลือกวัสดุดูดซับจะต้องพิจารณาสมบัติของสารเคมีนั้น เช่น สารไวไฟ ห้ามใช้วัสดุดูดซับที่ติดไฟได้ เป็นต้น) ทั้งนี้อาจใช้สารเคมีอื่น ที่ทำปฏิกิริยากับสารเคมีที่หกรั่วไหลเพื่อลดความเป็นอันตรายก่อนใช้สารดูดซับ เช่นในกรณีการหกรั่วไหลของกรด อาจใช้ด่างในการทำปฏิกิริยากับกรดให้เป็นกลางก่อนแล้วจึงใช้วัสดุดูดซับสารเคมี เพื่อนำไปกำจัดต่อไป
  • หากสารเคมีหกรั่วไหลในปริมาณมาก ให้หยุดการหกรั่วไหลของสารเคมี หากสามารถทำได้โดยไม่เป็นอันตราย และพยายามจำกัดบริเวณการหกรั่วไหลไม่ให้แพร่กระจายออกไป โดยการสร้างเขื่อนกั้นล้อมรอบสารเคมีที่หกรั่วไหล และใช้อุปกรณ์ดูดสารเคมีที่หกรั่วไหลไปใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ เพื่อนำไปกำจัดต่อไป
  • กรณีสารเคมีที่หกรั่วไหลเป็นสารไวไฟ จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยแยกแหล่งกำเนิดประกายไฟออกจากบริเวณที่มีการหกรั่วไหล  อุปกรณ์ต่าง ๆ  ที่ใช้ในการระงับเหตุจะต้องเป็นแบบป้องกันการเกิดประกายไฟ เพื่อไม่ให้เกิดไฟฟ้าสถิต

                   5.  ทำความสะอาดบริเวณที่มีการหกรั่วไหล ทั้งนี้ให้กักเก็บน้ำที่ใช้ในการทำความสะอาดไว้ไม่ให้ระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกโรงงานเพื่อนำไปบำบัดต่อไป

                   6.  ทำความสะอาด และซ่อมบำรุงถัง หรือภาชนะบรรจุสารเคมีที่ถูกน้ำท่วมที่ไม่ชำรุดบุบสลายให้อยู่ในสภาพดี เพื่อนำไปจัดเก็บอย่างถูกต้องต่อไป

 

 

การจัดการสารเคมีที่ขนย้ายพ้นน้ำ

1.  ก่อนนำสารเคมีไปจัดเก็บในบริเวณจัดเก็บสารเคมี ให้ทำความสะอาดสถานที่จัดเก็บสารเคมีที่ถูกน้ำท่วม และให้มีการระบายอากาศที่เพียงพอจนพื้นที่แห้ง

2.  สำรวจสภาพถัง หรือภาชนะบรรจุสารเคมีต่าง ๆ หากพบภาชนะบรรจุที่มีการชำรุดเสียหายจากการขนย้าย หรือการจัดเก็บชั่วคราว ให้แยกไว้ 

3.  หากภาชนะบรรจุที่ชำรุดมีการหกรั่วไหลของสารเคมี  ให้ดำเนินการระงับเหตุตามข้อแนะนำในเอกสารข้อมูลความปลอดภัย (Safety Data Sheet)  ที่ติดอยู่ข้างภาชนะบรรจุสารเคมี  ทั้งนี้ให้หยุดการหกรั่วไหลของสารเคมี หากสามารถทำได้โดยไม่เป็นอันตราย ผู้เข้าไปปฏิบัติการระงับเหตุจะต้องสวมชุดป้องกันอันตรายจากสารเคมี และอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล เช่น  หน้ากาก ถุงมือ  รองเท้า ที่สามารถป้องกันอันตรายจากสารเคมีชนิดนั้น ๆ ตามความเหมาะสม  และจัดการกับสารเคมีที่หกรั่วไหลตามรายละเอียดดังกล่าวข้างต้น

4.  เตรียมความพร้อมสถานที่จัดเก็บสารเคมี  เช่น  ซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า  ระบบทำความเย็น  การระบายอากาศ เป็นต้น ตามข้อจำกัดเฉพาะของสารเคมีที่จัดเก็บ

5.  ลำเลียง ขนย้ายภาชนะบรรจุสารเคมีแต่ละชนิดอย่างระมัดระวังไม่ให้ตกกระแทก เนื่องจากอาจทำให้ภาชนะบรรจุแตก และสารเคมีหกรั่วไหล หรือเกิดอันตรายจากการระเบิดของสารเคมีอันตรายบางชนิดที่มีข้อจำกัดเฉพาะ

6.  จัดเก็บสารเคมีในบริเวณที่จัดเก็บสารเคมีแยกตามประเภทอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และไม่เก็บร่วมกับสารเคมีที่เข้ากันไม่ได้ เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยาเคมีที่ก่อให้เกิดอันตรายจากเพลิงไหม้ ระเบิดได้

7.  จัดเตรียมข้อมูลความปลอดภัยสารเคมี (SDS) ของสารเคมีทุกชนิดที่จัดเก็บ ไว้ในบริเวณพื้นที่จัดเก็บสารเคมีที่สามารถนำไปใช้ได้สะดวก รวดเร็ว

8.  จัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการดูดซับสารเคมีที่เหมาะสมกับสารเคมีที่จัดเก็บไว้ในบริเวณใกล้เคียง

 


เอกสารแนบ : ข้อแนะนำผู้ประกอบการด้านความปลอดภัยลังน้ำลดเกี่ยวกับการตรวจสอบและฟื้นฟูระบบไฟฟ้า


กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์โดย
สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ